เข้าสู่ระบบ
แยกตามจังหวัด
  • article บทความน่าสนใจ

  • 5แสนบาทซื้อ “มาร์ช” หรือ “บริโอ้”


           ครั้ง“รัฐบาลทักษิณ” เริ่มต้นแนวคิด“อีโคคาร์”เมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว นัยแรกคงหวังใจให้เป็นรถเล็กราคาประหยัดที่ผู้คนสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้ง่าย พร้อมสร้างฝันด้วยราคาขายประมาณ 3 แสนบาท เพื่อสอดคล้องกับโปรเจกต์เอื้ออาทรต่างๆ
           
           หลายปีผ่านไปโครงการ“อีโคคาร์”ข้ามยุคเปลี่ยนสมัยมาเรื่อย จนถึงวันนี้หลายคนคงรู้แล้วว่า มันไม่ใช่รถราคาประหยัด (Economy Car) ดั่งความตั้งใจแรก เพราะในเงื่อนไขสุดท้ายที่รัฐบาลวางกรอบไว้ให้ค่ายรถยนต์ จะเน้นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” กับโมเดลการลงทุนมากกว่า (เม็ดเงิน กับ กำลังผลิต) ดังนั้นเราจึงได้คำจำกัดความล่าสุดของอีโคคาร์คือ “รถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล” ซึ่งภาษาอังกฤษน่าจะใกล้เคียงกับคำว่า Ecology Car
           
           แต่กระนั้นด้วยข้อกำหนดเรื่องขนาดของเครื่องยนต์ (เบนซินไม่เกิน 1300 ซีซี ดีเซลไม่เกิน 1400 ซีซี) และได้ภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษ 17% ที่ต่ำกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป ก็ถือเป็นการกำหนดราคาขาย และระดับการทำตลาดไปในตัว

           ดังนั้นคงไม่ผิดที่หลายคน จะติดภาพ“อีโคคาร์” ว่าเป็นรถราคาถูก หรืออย่างน้อยสองค่ายรถยนต์ “นิสสัน” “ฮอนด้า” ที่ทำรถประเภทนี้ออกมาขาย ก็เปิดราคาด้วยเลข 3 (แสนบาท)นำหน้าทั้งนั้น
           
           อย่างไรก็ตามราคาที่เริ่มต้นด้วยเลข 3 อาจเป็นจิตวิทยายั่วความอยากให้ผู้คนสนใจ เพราะสุดท้ายอย่างที่รู้กันว่า รุ่นดีสเปกโดน เราๆท่านๆอาจจะต้องควักเงินถึง 4 แสนกลางๆ ถึง 5 แสนบาท หรือยิ่งเห็นการเปิดตัวของ “ฮอนด้า บริโอ้” ที่แบ่งระดับการขายเป็น เกียร์ธรรมดา 2 รุ่น ราคา 399,900 บาท กับ469,500 บาท และเกียร์อัตโนมัติรุ่นเดียวคือ 508,500 บาท ซึ่งประธานฮอนด้าออกมาเผยเองว่า ยอดขายบริโอ้จะมาจากตัวท็อปถึง70%
           
           ในเมื่อ “บริโอ้” เหมือนโดนบังคับให้ซื้อเกียร์อัตโนมัติรุ่นเดียว “ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” จึงนำ “มาร์ช” ที่ระดับราคาใกล้เคียงกันมาทดสอบ พร้อมเปรียบเทียบนิสัยของทั้งคู่ว่าเป็นอย่างไร และคันไหนน่าคบหา กับงบในกระเป๋าไม่เกิน 512,000 บาท
           
           ทั้งนี้ผู้เขียนเคยนำเสนอบทความเปรียบเทียบออปชัน และการลองขับ มาร์ช-บริโอ้ แบบต่างวันต่างวาระมาก่อนหน้าแล้ว แต่คราวนี้ทั้งคู่ถูกนำมาทดสอบพร้อมกัน แบบลุกอีกคันไปนั่งอีกคัน หวังจับความรู้สึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

           ออปชัน-ประโยชน์ใช้สอย
           
           สำหรับนิสสัน มาร์ช เพิ่งปรับราคาเพิ่มขึ้น 5,000 บาททุกรุ่นย่อย โดยอ้างเรื่องต้นทุนที่ต้องแบกรับมานาน ดังนั้นตัวล่างสุด S เกียร์ธรรมดา จะเริ่มต้น 380,000 บาท ไปจนถึงตัวท็อป VL 542,000 บาท
           
           ส่วนรุ่น V ที่นำมาทดสอบจะขยับราคาเป็น 512,000 บาท โดยเปรียบได้กับบริโอ้ รุ่น V ราคา 508,500 บาท และเมื่อเทียบออปชันกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว “มาร์ช” ดูดีกว่า “บริโอ้”พอสมควร
           
           โดยสิ่งที่มาร์ชจัดมาให้มากกว่าแบบสัมผัสได้ด้วยตา ไล่ตั้งแต่ ที่ปัดน้ำฝนหลังแบบหน่วงเวลาพร้อมไล่ฝ้า (บริโอ้ ไม่มี)ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (บริโอ้ ธรรมดา) เครื่องเสียงเล่น CD/MP3 1 แผ่น พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX ลำโพง4 ตัว (บริโอ้ เป็นช่องเสียบ AUX และUSB ลำโพง2 ตัว) ตลอดจนล้ออัลลอย 15 นิ้วประกบยาง175/60 R15 (บริโอ้ ล้ออัลลอยด์ 14 นิ้วประกบยาง175/65 R14)

           ทั้งสองรุ่นจัดออปชันความปลอดภัยระดับ ถุงลมคู่หน้า(คนขับ-ผู้โดยสาร) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ ระบบเบรก ป้องกันล้อล็อกABS ระบบกระจายแรงเบรกEBD แต่มาร์ชจะมีระบบเสริมแรงเบรกBA มาให้ ส่วนไฟเบรกดวงที่สามที่ฝังบริเวณสปอยเลอร์หลัง มาร์ชจะใช้หลอดธรรมดา แต่บริโอ้เป็นLED
           
           สำหรับมิติตัวถังมาร์ชจะดูใหญ่กว่าบริโอ้ ด้วยความยาว (มาร์ช/บริโอ้) 3,780/3,610 มม. กว้าง 1,665 /1,680 มม. สูง 1,515/1,485 มม. และระยะฐานล้อ 2,450/2,345 มม.
           
           การเข้า-ออกประตูหน้าทำได้สะดวกพอๆกัน โดยเบาะคู่หน้าของบริโอ้เป็นแบบขึ้นรูปชิ้นเดียว และสามารถปรับเลื่อนหน้า-ถอยหลัง เอนพนักพิงได้ ส่วนมาร์ชเป็นเบาะแบบแยกชิ้นพนักพิงและหมอนรองหัว แถมเลื่อนหน้าถอย-หลัง ปรับระดับสูงต่ำ และองศาพนักพิง
           
           เหนืออื่นใดด้วยสรีระของผู้เขียน (สูงเกือบ 180 ซม.) เมื่อนั่งเบาะของบริโอ้ จะรู้สึกว่า กระชับและสบายกว่ามาร์ช แม้ตัวเบาะจะกดลงต่ำไม่ได้ แต่พอนั่งจริงๆแล้ว มุมมองพร้อมระยะการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆก็พอดีมือ

           สำหรับการเข้าออกประตูหลัง มาร์ชทำได้สะดวกกว่า และพอขึ้นไปนั่งจะพบว่าระยะห่างช่วงขา(Leg room)เหลือพอๆกัน แต่มาร์ชจะมีระยะห่างช่วงหัวถึงหลังคา (Head room) มากกว่าบริโอ้ ซึ่งรวมๆแล้วการนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังของรถทั้งสองคันก็ไม่ได้อึดอัดอะไร(ถ้านั่งกันไปแค่ 2 คน) แต่ด้วยมิติตัวรถของบริโอ้ที่สั้นกว่ามาร์ช จะมีจุดด้อยที่สะท้อนเต็มๆตรงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง เพราะถ้าไม่พับเบาะลง พื้นที่ด้านหลังของบริโอ้แทบไม่เหลือเลย เรียกว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่หมดสิทธิ์ได้วีซ่าแน่นอน
           
           ด้านการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ผู้เขียนประเมินว่าไม่ต่างกันมาก เสียงเครื่องยนต์ ลมปะทะ เสียงยางบดถนน สะท้านเข้ามาพอสมควร ขณะเดียวกันเครื่องเสียงที่ติดมากับรถก็ขับกล่อมอยู่ในเกณฑ์ดี (กรณีนั่งข้างหน้า)
           
           อย่างไรก็ตามลักษณะของวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายใน ทั้ง แดชบอร์ด แผงประตู ซึ่งเป็นส่วนที่เห็นชัดสัมผัสทุกวัน ถือว่ามาร์ชเก็บงานได้ละเอียดกว่าบริโอ้

           ลองขับ-จับสมรรถนะ
           
           ทั้งสองรุ่นใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1198 ซีซี วาล์ไอดีแปรผันเหมือนกัน แต่มาร์ชเป็นบล็อก 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 79 แรงม้า จากตระกูล HR หรือจะว่าไปคือการนำHR16DE ที่วางใน ทีด้ารุ่น 1.6 ลิตร(1598 ซีซี) มาตัดออกไป 1 สูบ (หายไป 400 ซีซี พอดี )
           
           ส่วนบริโอ้ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 90 แรงม้า พัฒนามากจาก L15A ที่ประจำการใน “แจ๊ซ” - “ซิตี้” ที่ขายในบ้านเรา แต่ลดความจุกระบอกสูบจาก 1497 ซีซี ให้เหลือ 1198 ซีซี ด้วยการปรับความยาวช่วงชักกระบอกสูบ
           
           ด้านระบบส่งกำลัง รถทั้งสองรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติแบบอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ซึ่งวิศวกรญี่ปุ่นย้ำว่า พัฒนาให้เกียร์มีประสิทธิภาพ และเหมาะกับประเทศไทยและพฤติกรรมการขับของคนไทย

           อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. จากการลองจับเวลาของผู้เขียน พบว่าทั้งคู่ทำได้ใกล้เคียงกันที่ 15 วินาที แต่การขับจริงๆแล้ว บริโอ้ จะรู้สึกกระฉับกระเฉงกว่ามาร์ช พละกำลังมาตามแรงกดของฝ่าเท้า หรือกระตุ้นแรงตั้งแต่ 1,000-2,000 รอบ ทั้งยังมาต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว
           
           ในส่วนของมาร์ชนั้น อาจจะรู้สึกกระชากช่วงออกตัวนิดเดียว แต่พอไล่ความเร็วขึ้นไป 40-80 กม.ชม. ต้องบี้คันเร่ง พร้อมกับความเร็วที่ค่อยๆไต่มาตามรอบ ซึ่งจริงๆก็ไม่อืดหรอกครับ แต่อย่างที่บอกว่าการขับรวมๆบริโอ้ จะดูกระตือรื้นร้นกว่า
           
           ขณะที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ขับนิ่งๆรอบจะอยู่แถว 2,000 เท่ากันทั้งสองรุ่น ส่วนบริโอ้จะล็อกความเร็วเอาไว้ 143-145 กม./ชม. ซึ่งความเร็วนี้จะเจอกันที่ 6,000 รอบ แต่สำหรับมาร์ชนั้นแว่วมาว่า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้กว่า170 กม./ชม.เลยทีเดียว
           
           สำหรับความเร็วสูงสุดของ “บริโอ้”ผู้เขียนมองว่า เหมาะสมแล้วกับลักษณะทางกายภาพเดิมๆของรถ แต่ถ้าใครอยากจะปลดล็อกให้ขับได้เกินกว่านี้ คงต้องไปปรับช่วงล่าง ขนาดยาง หรือ พวงมาลัยด้วย
           
           แม้ช่วงล่างเดิมๆของบริโอ้ ที่ด้านหน้าเป็น แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง (มาร์ชไม่มีเหล็กกันโคลง) หลังเป็นคานแข็ง จะตอบสนองการขับได้ดีระดับหนึ่ง หรือวิ่งในโค้งก็เกาะถนนเยี่ยม แต่ด้วยการเซ็ทพวงมาลัยมาคมกริบ ทำให้การบังคับควบคุมช่วงการขับความเร็วสูง รถอาจจะแกว่งมากไปนิด
           
           ดังนั้นถ้าขับบนความเร็วกว่า 140 กม./ชม. นิสสัน มาร์ช ที่เซ็ทช่วงล่างมาสุดยอดไม่แพ้กัน จะให้ความรู้สึกมั่นใจกว่า
           
           ส่วนจุดเด่นของบริโอ้ ด้านอัตราเร่ง องศาเลี้ยวพวงมาลัยแม่นยำ และการเซ็ทช่วงล่างไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป จะช่วยให้การขับขี่ในเมืองคล่องตัว มุดซ้ายป่ายขวาทำได้ทันใจ ขณะเดียวกันการเป็นรถท้ายสั้นพร้อมกระจกหลังบานโต ก็ช่วยให้การถอยเข้าจอดสะดวก และกะระยะง่าย

           วัดตัวเลขจิบน้ำมัน
           
           การลองสมรรถนะรถทั้งสองรุ่น ทีมงาน “ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” มีโอกาสวัดอัตราบริโภคน้ำมัน โดยเติม แก็สโซฮอล์ 95 เต็มถังจากปั๊มแถวจังหวัดสมุทรสงคราม และใช้ถนนพระราม 2 วิ่งกลับกรุงเทพไปจบที่ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งช่วงแรกใช้ความเร็วเฉลี่ย 100-110 กม./ชม. จนมาเจอการจราจรหนาแน่นสลับหยุดนิ่ง ตั้งแต่มหาชัยจนถึงถนนกาญจนาภิเษก
           
           สุดท้ายเมื่อขับรถมาถึงปั๊มน้ำมันเป้าหมาย ปรากฏว่าบริโอ้วิ่งไป 72.1 กิโลเมตร ส่วนมาร์ช 72.5 กิโลเมตร จากนั้นก็เติมน้ำมันกลับเข้าไปจนหัวจ่ายตัด ซึ่งเป็นของบริโอ้ 3.12 ลิตร และมาร์ช 3.30 ลิตร
           
           ดังนั้นเมื่อหารระยะทางกับน้ำมันที่ใช้ไป จะได้อัตราบริโภคน้ำมัน23.10 กม./ลิตร และ 21.96 กม./ลิตร ตามลำดับ ขณะที่ตัวเลขหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะของ บริโอ้ โชว์ไว้ 18.1 กม./ลิตร ส่วนมาร์ช 18.0 กม./ลิตร
           
           รวบรัดตัดความ... “บริโอ้” มาพร้อมความกะทัดรัด ขับสนุกแนวสปอร์ต ซึ่งต่างจาก “มาร์ช” ที่จะออกแนวสุขุมนุ่มลึก ขณะที่ผลการทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันคร่าวๆ กลายเป็นว่าอีโคคาร์จากฮอนด้าประหยัดกว่านิดๆ แต่กระนั้นคงไม่สามารถฟันธงได้เต็มปาก เพราะต้องพิจารณาตัวแปรที่ควบคุมลำบากอย่าง สภาพรถ นิสัยการขับ สภาพการจราจร หรือระยะทางที่ทดสอบอาจจะสั้นเกินไป ส่วนในรุ่น V ที่ราคาต่างกัน3,500 บาท แต่ศิริรวมแล้ว “นิสสัน มาร์ช” จะให้ความคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับเงินที่เสียไป

           

    ข้อมูลทางเทคนิค บริโอ้ V AT ราคา 508,500บาท มาร์ช V ATราคา512,000บาท
    เครื่องยนต์
    i-VTEC SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว
    CVTC DOHC 3 สูบ 12 วาล์ว
    ขนาดกระบอกสูบ(ซีซี)
    1198
    1198
    แรงม้าสูงสุด(พีเอส/รตน.)
    90/6,000
    79/6,000
    แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร/รตน.)
    110/4,800
    106/4,400
    ความจุถังน้ำมัน(ลิตร)
    35
    41
    เกียร์
    อัตโนมัติ CVT
    อัตโนมัติ CVT
    ช่วงล่างหน้า
    แม็กเฟอร์สันสตรัท เหล็กกันโคลง
    แม็กเฟอร์สันสตรัท
    ช่วงล่างหลัง
    ทอร์ชันบีม
    ทอร์ชันบีม
    พวงมาลัย
    ไฟฟ้า แร็คแอนด์พิเนียน
    ไฟฟ้า แร็คแอนด์พิเนียน
    รัศมีวงเลี้ยว(เมตร)
    4.5 4.5
    ระบบเบรกหน้า
    ดิสก์
    ดิสก์
    ระบบเบรกหลัง
    ดรัม ดรัม
    ขนาดล้อ/ยาง
    175/65 R14
    175/60 R15
    ออปชัน บริโอ้ V AT ราคา 508,500บาท มาร์ช V ATราคา512,000บาท
    ไฟหน้าฮาโลเจน มี
    มี
    ไฟเบรกดวงที่สาม
    มี แบบLED
    มี
    ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบหน่วงเวลา
    มี
    มี
    ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง
    ไม่มี
    มีแบบหน่วงเวลา
    กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
    มี มี
    วัสดุหุ้มเบาะ
    ผ้า ผ้า
    ระบบปรับอากาศ
    ธรรมดา อัตโนมัติ
    เครื่องเสียงเล่น CD/MP3 ไม่ได้ 1 แผ่น
    ช่องต่ออุปกรณ์ภายนอก AUX และUSB
    AUX
    ลำโพง
    2 ตัว 4 ตัว
    มาตรวัดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
    มี
    มี
    กุญแจนิรภัย Immobilizer
    มี
    มี
    ถุงลม SRSคู่หน้า
    มี
    มี
    เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ
    มี
    มี
    ระบบเบรก ABS,EBD
    มี
    มี
    ระบบเสริมแรงเบรก BA
    ไม่มี
    มี
    เปิดดู (373) สร้างวันที่: 2011-06-23 09:46:28 แหล่งที่มา: cc